///กลุ่มอาการ ท็อกสิกช็อก หรือ Toxic Shock Syndrome (TSS) สาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน

กลุ่มอาการ ท็อกสิกช็อก หรือ Toxic Shock Syndrome (TSS) สาเหตุ อาการ และวิธีป้องกัน

  • ท็อกสิกช็อก

กลุ่มอาการ ท็อกสิกช็อก หรือ Toxic Shock Syndrome (TSS) คืออะไร ?

ท็อกสิกช็อก หรือ Toxic Shock Syndrome (TSS) คือโรคช็อกเป็นพิษโดยเป็นโรคที่หายากและมีอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus หรือชนิด Streptococcus Pyogenes ทำให้เกิดความดันโลหิตลดลง (ความดันเลือดต่ำ) และทำให้เกิดความล้มเหลวของอวัยวะในร่างกาย

เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้จะอาศัยอยู่ตามปากและผนังช่องคลอด โดยจะเข้าสู่กระแสเลือดผ่านผิวหนัง เช่น บาดแผลบริเวณภายนอก รอยบวม หรือภายในช่องคลอด ทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความเสี่ยงคือการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ทำให้เกิดการเสียดสีขณะใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้อย่างผิดวิธีทำให้มีโอกาสเกิดการถลอกภายในช่องคลอด หรือ ไม่รักษาสุขอนามัย เช่น การทำความสะอาด ใส่ผ้าอนามัยแบบสอดข้ามคืน  หรือเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดภาวะที่ร่างกายต้องโอบอุ้มประจำเดือนอาจก่อให้เกิดการอักเสบภายในช่องคลอดได้

ในบางกรณีอาการช็อตที่เป็นพิษอาจเกิดขึ้นหลังจากได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น ความชุ่มชื้น ความเครียดของกล้ามเนื้อ หรือ ไม่มีสาเหตุอะไรเลยก็เป็นได้

 

อาการที่บ่งชี้ถึงภาวะ ท็อกสิกช็อก (Toxic Shock Syndrome)

สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการเริ่มแรกเมื่อติดเชื้อ โดยในระยะแรกอาการจะไม่หนักมาก ซึ่งผู้ป่วยเข้าใจว่าเป็นอาการของไข้หวัดธรรมดา หรือ บางรายอาจจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น เป็นไข้หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ มีอาการคลื่นไส้อาเจียนและ ท้องร่วง

หากคนที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด หรือ ไม่แน่ใจว่ากำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคช็อกเป็นพิษหรือไม่ ให้ลองสังเกตุดูว่ามีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย

1. มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้อาเจียนและท้องร่วง

2. ความดันโลหิตต่ำ (ความดันต่ำ) มีชีพจรอ่อนและรวดเร็ว

3. ระบบหายใจล้มเหลว (หายใจได้ลำบาก)

4. มีอาการปวดหัวหนักมาก

5. เป็นผื่นแดงตามร่างกาย บางครั้งจะตามมาด้วยอาการผิวลอก

6. มีภาวะไตวาย ทำให้ปัสสาวะออกมาน้อย

7. มีความสับสน ไม่ค่อยรู้สึกตัว (เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาการจะทรุดค่อนข้างเร็วภายใน 4-8 ชั่วโมง)

8. มีอาการบวมที่มือเท้า และ ข้อเท้า

9. อาการตัวร้อน แต่มือและเท้าเย็น

10. ตับหยุดการทำงาน หรือ ทำงานได้ช้าลง

หากรู้ตัวว่าเป็นคนที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นประจำ หรือ มีบาดแผลบริเวณภายนอก เช่น เพิ่งได้รับการผ่าตัด มีบาดแผลบริเวณช่องคลอด มีบาดแผลตามร่างกาย มีรอยบวม และมีบางอาการตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อความแน่ใจและทำการรักษาได้ทันท่วงที ก่อนที่ระบบการทำงานของหัวใจล้มเหลว เข้าสู่ภาวะช็อกทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตในที่สุด

ท็อกสิกช็อก

การตรวจและวินิจฉัยโรค

ในการตรวจโดยทั่วไปจะต้องแจ้งเกี่ยวกับประวัติและอาการป่วยของคนไข้ให้แพทย์ทราบ รวมถึงการมีบาดแผล การผ่าตัดครั้งล่าสุดที่ผ่านมา อาการผื่นคัน และ การติดเชื้อที่ผิวหนัง เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างละเอียดและถูกต้อง

โดยแพทย์จะตรวจดูอาการสำคัญ เช่น ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ หัวใจปอดหน้าท้องผิวหนังกล้ามเนื้อ และ ระบบประสาท

หลังจากนั้นแพทย์จะทำการทดสอบเพื่อตรวจดูว่าปัญหาเกิดจากอาการช็อกที่เป็นพิษหรือกระบวนการอื่นๆ เพื่อทำการประเมินความรุนแรงของการเจ็บป่วย ดังต่อไปนี้

1. ตรวจเลือดเพื่อประเมินว่าเลือดอุดตันได้ดีเพียงใด

2. ตรวจเลือดเพื่อวัดระดับเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และ เกล็ดเลือด

3. ตรวจปัสสาวะ

4. การตรวจค่าเลือดยูเรียไนโตรเจน (BUN) และ creatinine รวมถึงการทำงานของตับ (เอนไซม์ตับและบิลิรูบินทั้งหมด)

5. ทดสอบเพื่อตรวจสอบตัวอย่างเลือดคลายแผล หรือ ของเหลวในร่างกายอื่นๆ เพื่อตรวจหาแบคทีเรีย Streptococcal หรือ Staphylococcal กลุ่ม A

6. สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการหายใจที่รุนแรงจะต้องมีการตรวจเอ็กซ์เรย์หน้าอก และ ทดสอบปริมาณออกซิเจนในเลือด

การรักษาอาการ ท็อกสิกช็อก (Toxic Shock Syndrome)

เมื่อผู้ที่เกิดภาวะติดเชื้อแบคทีเรียลุกลามจนเข้าสู่กระแสเลือด การรักษาต้องรีบทำอย่างเร่งด่วน โดยเบื้องต้นแพทย์จะพยายามยับยั้งการแพร่เชื้อแบคทีเรียด้วยยาปฏิชีวนะก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นภาวะฉุกเฉินของร่างกายที่มีความคล้ายคลึงกับภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

หลังจากนั้นทำการถ่ายหนองออกจากส่วนที่ติดเชื้อเพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายของแบคทีเรีย พร้อมกับการประคับประคองความดันโลหิต การหายใจ สมดุลน้ำและเกลือแร่ ระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงระดับออกซิเจนในเลือด และอาจจะมีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย

สำหรับเคสที่อาการโคม่า ทางแพทย์อาจจำเป็นต้องให้อิมมูโนโกลบูลิน เป็นยาฉีดเพื่อต้านสารพิษของแบคทีเรียซึ่งจะสามารถลดอัตราการตายได้ โดยยาตัวนี้มีราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว

ในการถ่ายหนองเพื่อกำจัดเชื้ออาจต้องทำซ้ำ และต้องล้างทำความสะอาดแผลต่อไปอีกนาน หรือถ้าหากอวัยวะที่ติดเชื้อเสียหายเกินจะเก็บรักษาได้ และไม่ใช่ส่วนสำคัญต่อการอยู่รอด ทางแพทย์อาจวินิจฉัยตัดอวัยวะที่ติดเชื้อนั้นทิ้ง เพื่อรักษาชีวิตไว้เหมือนเคสที่เกิดขึ้นกับนางแบบสาวชาวอเมริกัน

ผ้าอนามัยแบบสอดผ้าอนามัยแบบสอด เสี่ยงติดเชื้อ Toxic Shock Syndrome (TSS) อุทาหรณ์จนต้องตัดขาทิ้ง

 

การป้องกันภาวะ Toxic Shock Syndrome

แนวทางการป้องกันภาวะ Toxic Shock Syndrome ไม่มีแบบเฉพาะเจาะจง แต่สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อได้โดยทำความสะอาดและรักษาแผลที่ผิวหนังโดยทันที

สำหรับคนที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอด ควรป้องกันตามวิธีดังต่อไปนี้

1. ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดให้ถูกวิธีตามคำแนะนำที่แนบมาในกล่อง

2. ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยแบบสอดทุกๆ 4-8 ชั่วโมง

3. ควรใส่ผ้าอนามัยแบบสอดในวันที่อากาศโปร่งสบายไม่อับชื้น

4. ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอดที่ทำจากคอตตอน 100%

5. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเปลี่ยนและสอดใส่ผ้าอนามัย

6. หมั่นดูแลสุขอนามัยของตนเอง

ผ้าอนามัยแบบสอด

การใส่ผ้าอนามัยแบบสอดด้วยวิธีที่ถูกต้อง

1. แนะนำให้เลือกซื้อแบบที่มีซองพลาสติกหุ้มไว้เพราะจะได้มั่นใจว่าสะอาด

2. ก่อนหยิบและใส่ผ้าอนามัยแบบสอด ต้องล้างมือให้สะอาดเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ช่องคลอด

3. เมื่อแกะผ้าอนามัยออกมาจากซองพลาสติก ก่อนที่จะสอดเข้าไป ให้จับปลายด้านที่มีเชือกห้อยไว้ (สำหรับบางยี่ห้อจะมีก้านให้ดันผ้าอนามัยเข้าไป เพื่อให้ง่ายแก่การสวมใส่นั้นเอง)

4. จากนั้นจึงค่อยๆดันผ้าอนามัยเข้าไปให้สุดและดึงก้านออกมา

หากเป็นผ้าอนามัยแบบที่ไม่มีก้าน ให้เราใช้นิ้วดันเข้าไปประมาณ 2 ข้อนิ้ว จะเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดที่ใส่แล้วสบาย และไม่เจ็บค่ะ

5. เมื่อทำการใส่เสร็จเรียบร้อย จะเห็นว่ามีเชือกห้อยออกมา ซึ่งเชือกนี้จะมีไว้สำหรับดึงผ้าอนามัยออกมา ตอนที่เราต้องการจะเปลี่ยนผ้าอนามัยอันใหม่

6. เมื่อเปลี่ยนผ้าอนามัยเสร็จแล้ว ให้นำอันเก่าห่อกระดาษและนำไปทิ้งให้เรียบร้อย


สำหรับสาวๆที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นประจำ เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยง หากไม่จำเป็นจริงๆควรเลือกใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นธรรมดา ซึ่งง่ายต่อการดูแลรักษาจุดซ่อนเร้นของเราจะดีกว่านะคะ

เนื่องจากบ้านเรามีสภาพอากาศทั้งร้อนทั้งชื้น จึงไม่ค่อยเหมาะที่จะใช้ผ้าอนามัยแบบสอดสักเท่าไรค่ะ

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : thaifacts.orghealth.kapook.com

เปิดอ่าน 804


แชร์โดนใจ sharedonjaiแชร์โดนใจ ชอบก็แบ่งปั้น Like & Share


Leave A Comment

บทความที่เกี่ยวข้อง