///โรคพิษสุนัขบ้า ภัยใกล้ตัว อันตรายถึงชีวิต – รู้ทันโรค วิธีป้องกัน และ การฉีดวัคซีน

โรคพิษสุนัขบ้า ภัยใกล้ตัว อันตรายถึงชีวิต – รู้ทันโรค วิธีป้องกัน และ การฉีดวัคซีน

  • 52
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    52
    Shares

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคระบาดที่ทำให้คนเสียชีวิตจากโรคนี้มากมายทั่วโลก เนื่องมาจากขาดความรู้ความเข้าใจ โดยพบได้มากในประเทศที่ด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยด้วย

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นภัยที่ไม่ได้ไกลตัวของเราเลยค่ะ หลายๆคนที่นิยมเลี้ยงสุนัข หรือ แมว ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น และต้องขอบอกว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่ไม่มียารักษา หากใครติดเชื้อจากหลายๆสาเหตุ โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เกือบทั้งหมดจะเสียชีวิตค่ะ

ฟังอย่างนี้แล้ว แชร์โดนใจ ขอนำทุกท่านมาทำความรู้จัก โรคพิษสุนัขบ้า ให้เข้าใจกันมากขึ้นดีกว่าค่ะ


โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร ?

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) หรือชื่อเรียกอื่นๆ โรคกลัวน้ำ (Hydrophobia) โรคหมาว้อ (ภาษาอีสาน) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชื่อ เรบีส์ ไวรัส (Rabies Virus) โดยมีรูปร่างคล้ายกระสุนปืน

โรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายจะเดินทางไปตามเส้นประสาทส่วนกลาง หากเชื้อเข้าสู่สมองและเพิ่มจำนวนขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลุ้มคลั่ง ดุร้าย กระวนกระวาย และหากเชื้อเข้าสู่ไขสันหลังและมีการเพิ่มจำนวนขึ้น จะทำให้สมองและไขสันหลังทำงานผิดปกติ โดยผู้ป่วยจะมีอาการอัมพาตและเสียชีวิตในที่สุด

โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ติดต่อจากสุนัขเพียงอย่างเดียว ยังมีหลายๆคนเข้าใจกันผิดสำหรับเรื่องนี้ เป็นโรคที่ติดต่อได้จากสัตว์เลือดอุ่น โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น คน สุนัข แมว วัว ควาย ม้า สุกร ค้างคาว ลิง ชะนี กระรอก หรือแม้แต่ช้าง เป็นต้น ซึ่งในประเทศไทยพบมากที่สุดในสุนัข และ รองลงมาคือแมว โดยยังไม่มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คน

ในปัจจุบันยังไม่มียาใดที่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้ โดยผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามีอัตราการเสียชีวิตถึง 100% แต่สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้โดยการฉีดวัคซีนนั้นเอง ในทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าปีละประมาณ 26,000 ถึง 55,000 คนต่อปี

 

สาเหตุการติดเชื้อ โรคพิษสุนัขบ้า ?

ในปัจจุบันผู้ป่วยจะได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าโดยการติดต่อจากสัตว์สู่คน และต้องเป็นสัตว์ที่ป่วยเป็นโรค โดยมีสาเหตุทำให้ติดเชื้อได้ดังนี้

1. ติดต่อจากการถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด ซึ่งเชื้อไวรัสจากน้ำลายจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ถูกกัด

2. ติดต่อจากการถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย โดยปกติคนถูกสัตว์ที่เป็นโรคเลีย จะไม่ติดโรคจากสัตว์เหล่านั้น นอกเสียจากว่าบริเวณที่ถูกเลียจะมีบาดแผล รอยถลอก หรือ รอยขีดข่วน รวมทั้งการถูกเลียที่เยื่อบุตา ปาก และ จมูก มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้

3. ติดต่อจากการถูกสัตว์ที่เป็นโรคข่วน หากโดนข่วนจนเป็นแผลมีเลือดออกซิบๆ หรือออกเป็นหยด มีเสี่ยงที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน

โรคพิษสุนัขบ้า

 

ระยะเวลาการฟักตัวของเชื้อไวรัส

ในระยะฟักตัวหลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายไปจนเกิดอาการโดยส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2 – 8 สัปดาห์ หรือบางรายอาจจะสั้นเพียง 5 วัน และมีส่วนน้อยที่จะยาวนานเกินกว่า 1 ปี

โดยระยะฟักตัวจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้

1. ความรุนแรงของบาดแผล

2. บริเวณที่ถูกกัด

3. ปริมาณของเชื้อที่ได้รับ

4. ปริมาณของปลายประสาทที่ตำแหน่งของแผล

5. ระยะทางจากแผลไปสู่สมอง อาทิเช่น แผลที่หน้า ศีรษะ คอ หรือ มือ

6. ชนิดของสัตว์ที่เป็นโรค

7. การปฏิบัติหลังถูกสัตว์กัดหรือข่วน เช่น การล้างแผลในทันทีจะมีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มาก

 

อาการของ ผู้ป่วย เมื่อได้รับเชื้อโรค พิษสุนัขบ้า

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสามารถแบ่งอาการได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

1. ระยะเริ่มแรก เป็นอาการนำของโรค ผู้ป่วยจะมีการอักเสบที่สมองและเยื่อสมองในระยะ 2-3 วันแรก โดยมีอาการที่ไม่จำเพาะ เช่น

  • เจ็บคอ
  • อ่อนเพลีย
  • มีไข้ต่ำๆ
  • เบื่ออาหาร
  • หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดท้อง

ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย เช่น

  • นอนไม่หลับ
  • รู้สึกกลัว
  • ลุกลี้ลุกลน
  • กระสับกระส่าย
  • วิตกกังวล

และอาการของบาดแผลบริเวณที่ถูกกัดอาจมีอาการคัน เสียว ชา หรือ ปวดแสบปวดร้อน ทั้งๆที่แผลอาจหายเป็นปกติแล้ว และอาจจะลามไปถึงแขน และ ขา ได้

2. ระยะอาการทางระบบประสาท อาการในระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-10 วัน หลังจากระยะเริ่มแรก สามารถเป็นประเภทของอาการออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

  • ประเภทอาการคลุ้มคลั่ง พบได้ในผู้ป่วยประมาณ 80% โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย สับสน หรือ เห็นภาพหลอน ยิ่งถูกกระตุ้นจาก เสียงดัง ลม หรือ แสง จะทำให้แสดงอาการมากขึ้น โดยผู้ป่วยจะแสดงอาการบ้างไม่แสดงอาการบ้าง สลับไปมา บางเวลาผู้ป่วยสามารถพูดคุยได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยที่มีอาการประเภทคลุ้มคลั่งจะมีอาการกลัวน้ำตามมา บางรายจะพบอาการ น้ำลายไหล น้ำตาไหล เหงื่อออกมาก และ ขนลุก จนกระทั่งเสียชีวิตภายในเวลาประมาณ 7 วัน

อาการกลัวน้ำ
เป็นอาการที่เกิดจากการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อคอหอย ทำให้กลืนได้ลำบาก และแสดงอาการตื่นตระหนกเมื่อมีคนส่งน้ำให้ดื่ม ทั้งๆที่ผู้ป่วยมีความกระหายน้ำอย่างมาก แต่ก็ไม่กล้าดื่ม โดยอาการกลัวน้ำจะแสดงอาการทั้งคนและสัตว์ที่ติดเชื้อ

  • ประเภทอาการอัมพาต พบได้ในผู้ป่วยประมาณ 20% มีลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เสียการรู้สึก และ อัมพาต โดยปกติผู้ที่เป็นอาการประเภทนี้จะไม่เกิดอาการกลัวน้ำ และเสียชีวิตช้ากว่ากลุ่มประเภทอาการคลุ้มคลั่ง

3. ระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะนี้จะไม่รู้สึกตัว หมดสติ จนกระทั่งเสียชีวิตจากระบบทางเดินหายใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และ การไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิตภายใน 2 – 6 วัน
วิธีสังเกตสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้า

 

อาการของ สัตว์ เมื่อได้รับเชื้อโรค พิษสุนัขบ้า

1. แบบดุร้าย เริ่มแรกสัตว์จะมีลักษณะผิดไปจากเดิม จากที่เคยคลุกคลีกับเจ้าของก็จะแยกตัว หรือ ไม่เคยคลุกคลีกับเจ้ากลับมาคอยเคล้า โดยมีอาการหงุดหงิด ไล่กัดคน หรือ สัตว์อื่นๆ ในบางครั้งสุนัขจะกัดจนฟันหัก ลิ้นเป็นแผล

หลังจากที่แสดงอาการดุร้ายได้ 2-3 วัน ก็จะอ่อนเพลียลง ขาหลังไม่มีแรง เดินโซเซ และตายในที่สุด รวมระยะเวลาประมาณ 10 วัน

2. แบบเซื่องซึม เริ่มจากมีอาการปากอ้า หุบไม่ได้ ลิ้นมีสีแดงคล้ำ มีสิ่งสกปรกติดอยู่ และลิ้นจะห้อยออกมานอกปาก จะมีอาการคล้ายกระดูกติดคอ สุนัขจะเอาขาหน้าตะกุยบริเวณแก้ม ปาก และคอจนบวม จะลุกนั่ง ยืน และเดินไปมาบ่อยๆ กินของแปลกๆ เช่น ใบไม้ ก้อนหิน หรือ บางตัวจะกินปัสสาวะของตัวเอง

แต่สุนัขจะไม่กัด หากไม่ถูกรบกวน โดยสุนัขแบบหลังนี้จะสามารถสังเกตอาการโรคพิษสุนัขได้ยากมาก หากสุนัขตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงควรตัดหัวไปพิสูจน์ก่อน

 

ทำอย่างไรเมื่อถูกสุนัขบ้า หรือ สัตว์ที่น่าสงสัยกัด ?

1. ให้ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาด ทำการฟอกด้วยสบู่ 2-3 ครั้ง หากมีแผลลึกให้ล้างถึงก้นแผลอย่างน้อยประมาณ 15 นาที ต้องระวังอย่าให้แผลช้ำ จากนั้นล้างสบู่ออกให้หมด เพื่อช่วยลดปริมาณของเชื้อพิษสุนัขบ้าที่บาดแผล

ถ้ามีเลือดออกควรปล่อยให้เลือดไหลออก อย่าบีบหรือเค้นแผล เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปส่วนอื่น แล้วทาแผลด้วยน้ำยาพิวิดีน (เบตาดีน) หรือ แอลกอฮอล์ หรือ ทิงเจอร์ ไอโอดีน

แนะนำว่าไม่ควรปิดปากแผลยกเว้นกรณีเลือดออกมาก หรือ แผลใหญ่มาก แล้วรีบไปปรึกษาแพทย์โดยทันที เพื่อรับการฉีดป้องกันบาดทะยัก ยาปฏิชีวนะ และยาแก้ปวดตามอาการ รวมถึงวัคซีน หรือ อิมมูโนโกลบุลินตามความเหมาะสม

2. กรณีสุนัขตายให้นำซากมาตรวจ หากสุนัขไม่ตายให้ขังไว้เพื่อดูอาการ 10 วัน โดยให้น้ำและอาหารตามปกติ ในขณะเดียวกันให้รีบไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยทันที ในส่วนของการรักษาทางสมุนไพร หรือ แพทย์แผนโบราณไม่สามารถป้องกันโรคได้ จึงไม่ควรรอดูอาการสุนัขเพราะอาจสายเกินไปที่จะฉีดวัคซีน

3. กรณีที่ติดตามสัตว์ที่กัดไม่ได้ เช่น สัตว์กัดแล้วหนีไป สัตว์จรจัด สัตว์ป่า หรือ ระบุสัตว์ที่กัดไม่ได้ กรณีนี้จำเป็นต้องรับการฉีดวัคซีนเช่นกัน

4. ผู้ที่ต้องมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า กรณีที่มีบาดแผลไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำเขียว มีเลือดไหล แผลถลอก หรือ แผลลึก รวมถึงผู้ที่ถูกสุนัขเลียบริเวณนัยน์ตา ริมฝีปาก และ ผิวหนังที่มีแผลถลอก โดยในกรณีที่ถูกเลียผิวหนังที่ไม่มีแผล หรือ เพียงแต่อุ้มสุนัขไม่สามารถจะติดโรคได้

โรคพิษสุนัขบ้า

 

วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

วัคซีนโรคพิษสุนัขในปัจจุบันเป็นชนิดที่ทำจากเซลล์เพาะเลี้ยงจากเชื้อ Rabies virus ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ โดยจะฉีดเพียง 4–5 เข็ม เท่านั้น

ในปัจจุบันไม่ต้องฉีดรอบสะดือทุกวันเหมือนแต่ก่อน เพราะมีประสิทธิภาพสูง ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ต่อระบบประสาท ซึ่งสามารถฉีดได้ทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ ในกรณีที่บาดแผลมีเลือดออก ถูกเลียที่ริมฝีปาก หรือ น้ำลายกระเด็นเข้าตา ควรฉีดเซรุ่มร่วมด้วย

โดยสถานเสาวภาใช้โปรแกรมการฉีดวัคซีน 2 แบบ ซึ่งแต่ละแบบจะได้รับการฉีดวัคซีนทั้งหมด 5 ครั้งเช่นเดียวกัน คือ

1. แบบปกติฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

2. แบบประหยัดฉีดเข้าชั้นผิวหนัง

การเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง ได้ที่สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เช่น สถานีอนามัย หรือ โรงพยาบาลรัฐบาลที่ใกล้ที่สุด (ที่ใดก็ได้) ทันที จนครบทุกเข็มโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใดๆ

การฉีดวัคซีน

การฉีดวัคซีนจะพิจารณาจำนวนครั้งของการฉีดวัคซีนตามประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า โดยแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้

1. ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนเลย หรือ เคยฉีดมาแล้วแต่น้อยกว่า 3 เข็ม 

  • ในกรณีที่เลือกวัคซีนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน
    จะต้องได้รับการฉีด 5 ครั้ง ครั้งละ 1 โด๊ส ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28
    หรือ 3 ครั้งในวันที่ 0, 7 และ 28 โดยวันที่ 0 จะได้รับการฉีด 2 โด๊ส และอีกสองครั้งที่เหลือฉีดครั้งละ 1 โด๊ส
  • ในกรณีที่เลือกวัคซีนชนิดฉีดเข้าในผิวหนังบริเวณต้นแขน
    จะต้องได้รับการฉีด 4 ครั้งในวันที่ 0, 3, 7 และ 28 โดยแต่ละครั้งจะต้องฉีด 2 จุด จุดละ 0.1 มล. (ต้นแขนด้านซ้ายและขวา)
    หรือ 5 ครั้งในวันที่ 0, 3, 7,28 และ 90 โดยสามครั้งแรกฉีดครั้งละ 2 จุด และ สองครั้งที่เหลือฉีดอีกครั้งละ 1 จุด จุดละ 0.1 มล.
    หรือ 4 ครั้งในวันที่ 0, 7, 28 และ 90 โดยครั้งแรกฉีดทั้งหมด 8 จุด ครั้งที่สอง 4 จุด และสองครั้งที่เหลืออีกครั้งละ 1 จุดจุดละ 0.1 มล.

*โดย 1 โด๊ส จะใช้วัคซีนปริมาตร 1 ml สำหรับ HDCV, PCECVและ PDEV หรือ 0.5 ml สำหรับ PVRV

สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยที่ถูกสัตว์กัด หรือ ข่วน จนเป็นแผลและมีเลือดออก หรือ ถูกกัดเป็นแผลที่ใบหน้า ศีรษะ คอ มือ และนิ้วมือ หรือมีแผลลึก แผลฉีกขาดมาก จะต้องได้รับการฉีดอิมมูโนโกลบุลิน (Immunoglobulin; IG) โดยเร็วที่สุด โดยฉีดบริเวณรอบแผลร่วมกับวัคซีนในวันที่ 0 เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้เป็นกลุ่มมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้สูง

2. ผู้ที่เคยฉีดมาแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม โดยวันที่ฉีดเข็มสุดท้ายผ่านมาเกิน 6 เดือนแล้ว สำหรับกรณีนี้ไม่ว่าจะเลือกฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนหรือในผิวหนังบริเวณต้นแขน ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 ครั้งเพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้นกัน ในวันที่ 0 และ 3 โดยไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลิน

3. ผู้ที่เคยฉีดมาแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม โดยวันที่ฉีดเข็มสุดท้ายผ่านมาไม่เกิน 6 เดือน สำหรับกรณีนี้ไม่ว่าจะเลือกฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนหรือในผิวหนังบริเวณต้นแขน ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้นกันเพียงครั้งเดียว ในวันที่ 0 เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลิน

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสำหรับหญิงตั้งครรภ์
สามารถฉีดได้ตามปกติ โดยไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนเนื่องจากเป็นวัคซีนเชื้อตาย และอิมมูโนโกลบุลินก็ไม่ได้เป็นข้อห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์เช่นกัน

หากจะต้องเปลี่ยน วิธีการฉีด หรือ ยี่ห้อของวัคซีน
โดยวัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงที่ใช้อยู่ในประเทศไทยขณะนี้มีคุณภาพประสิทธิภาพและความปลอดภัยใกล้เคียงกัน การฉีดเข้ากล้ามเนื้อสามารถใช้ทดแทนกันได้ทุกยี่ห้อ

แต่ชนิดที่ฉีดเข้าในผิวหนังนั้นอาจต้องระมัดระวังเนื่องจากบางยี่ห้อไม่แนะนำให้ฉีดเข้าในผิวหนังดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยควรมีสมุดบันทึกการฉีดวัคซีนที่ระบุทั้งชื่อยี่ห้อวัคซีนและวิธีฉีดวัคซีนไว้ด้วยเสมอ

แนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ควรฉีดวิธีเดียวกันตลอดจนครบชุดไม่ควรเปลี่ยนวิธีการฉีดสลับไปมา

โรคพิษสุนัขบ้า

 

เซรุ่ม อิมมูโนโกลบุลิน คืออะไร ?

อิมมูโนโกลบุลินเป็นโปรตีนในร่างกายที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยอิมมูโนโกลบุลินสามารถผลิตได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ม้า (Equine Rabies Immunoglobulin; ERIG) หรือคน (Human Rabies Immunoglobulin; HRIG) และฉีดกระตุ้นจนกระทั่งมีแอนติบอดีอยู่ในระดับสูงพอ

จากนั้นจึงเจาะเลือดมาแยกซีรั่มผลิตเป็นอิมมูโนโกลบุลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งอิมมูโนโกลบุลินที่ได้จากม้าจะมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้มากกว่าอิมมูโนโกลบุลินที่ได้จากคน

ส่วนผู้ที่ถูกน้ำลายหรือสารคัดหลั่ง (เช่น เลือด) จากร่างกายสัตว์ ซากสัตว์ เนื้อสมองสัตว์ กระเด็นเข้าสู่เยื่อบุตา ปาก จมูก หรือ แผลตามผิวหนัง และผู้ชำแหละซากสัตว์ หรือ ลอกหนังสัตว์ จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาว่าจะต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลินหรือไม่ ตามความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเป็นรายๆ ไป

โดยอิมมูโนโกลบุลินนั้นจะมีราคาค่อนข้างแพงโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทำมาจากเลือดคน ดังนั้นสถานเสาวภาจึงได้ดำเนินการผลิตเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจาดเลือดม้า และศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ผลิตเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจากเลือดคน เพื่อใช้เองภายในประเทศ

โดยขอรับบริจาคโลหิตจากคนที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบแล้ว และต้องการเข้าโครงการเพื่อทำบุญ กรุณาติดต่อ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ทุกวันเวลาราชการ

 

วัคซีนมีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงเป็นอย่างไร ?

สำหรับประสิทธิภาพในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของวัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงทั้ง 4 ชนิด (HDCV , PCECV , PDEV , PVRV) ที่มีอยู่ในประเทศไทยมีความใกล้เคียงกัน ถึงแม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่โอกาสในการเป็นโรคพิษสุนัขบ้าก็ยังมีอยู่ถ้าหากได้รับเชื้อเป็นจำนวนมาก หรือ ถูกกัดบริเวณที่มีเส้นประสาทจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าการป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนก่อนสัมผัสเชื้อจะมีประสิทธิผลที่ดีกว่าการฉีดวัคซีนหลังสัมผัสเชื้อ

ซึ่งผลข้างเคียงของวัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยงเกิดขึ้นได้น้อยและไม่รุนแรงเหมือนวัคซีนที่ทำจากสมองสัตว์ โดยผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแบบเซลล์เพาะเลี้ยงที่พบการรายงาน ได้แก่ ปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีดวัคซีน เช่น ปวด แดง ร้อน คัน หรือ ปฏิกิริยาทั่วไป เช่น ไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย โดยอาการเหล่านี้มักจะหายเองเมื่อได้รับการรักษาตามอาการ

ในส่วนของการแพ้วัคซีนขั้นรุนแรงนั้น ยังไม่พบการรายงานแต่อย่างใด พบแต่เพียงรายงานการเกิด serum sickness ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ข้ออักเสบ ปวดข้อ และพบผื่นที่ผิวหนัง นอกจากนี้ยังพบรายงานการเกิดลมพิษที่ไม่รุนแรงจากการได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำบ่อยๆ ได้เช่นกัน

 

ฉีดวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า

การฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้าเป็นการเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะทำการฉีดเพียง 3 เข็มเท่านั้น ภายในระยะเวลา 1 เดือน

ในการฉีดวัคซีนนี้สามารถฉีดได้ไม่จำกัดอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มักเล่นกับสัตว์และมีโอกาสถูกสัตว์กัด มักมีบาดแผลที่รุนแรง บริเวณใบหน้า ศีรษะ หรือถูกเลียมือที่มีแผลหรือที่ปาก โดยไม่บอกให้ผู้ปกครองทราบ หรือควรฉีดป้องกันในบุคคลทั่วไปที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว เป็นต้น

ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า

1. เมื่อถูกสัตว์กัด การฉีดวัคซีนกระตุ้นเพียง 1-2 เข็ม ร่างกายก็จะได้ภูมิต้านทานที่สูงพอจะป้องกันโรคอย่างได้ผล

2. ไม่เสี่ยงต่อการแพ้เซรุ่ม หรือเจ็บปวดจากการฉีดเซรุ่มรอบ ๆ แผล

 

หากไม่ได้ฉีดวัคซีนตามกำหนดนัดหมาย ควรทำอย่างไร?

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามกำหนดจะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดีที่สุด แต่หากเราลืม หรือ ไม่สามารถมาตามกำหนดวันนัดหมาย ก็ควรรีบมารับการฉีดวัคซีนต่อจนครบให้เร็วที่สุด

ข้อมูลในปัจจุบันระบุว่าการฉีดวัคซีนล่าช้ากว่ากำหนดไป 2-3 วัน จะไม่ส่งผลถึงประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าช้าเกินกว่านี้ยังไม่พบข้อมูลการรับรองประสิทธิภาพ

11 ข้อ น่ารู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า

1. หากผู้ป่วยมีอาการแสดงแล้ว โดยเชื้อพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายได้แล้ว จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตทุกราย

2. ผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้ากว่า 90% เพราะไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนหลังจากถูกสัตว์กัด

3. จากสถิติพบว่าผู้ชายตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่าผู้หญิง

4. ส่วนใหญ่ผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เพราะถูกสุนัขกัดแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

5. การช่วยเหลือสุนัขจรจัดโดยการหาอาหาร แต่ไม่นำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก เป็นการเพิ่มจำนวนสุนัขจรจัดและแพร่กระจายโรคพิษสุนัขบ้า

6. การแสดงอาการของสุนัข ส่วนใหญ่จะมีอาการแบบดุร้ายมากกว่าแบบเซื่องซึม

7. ลูกสุนัขมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นเดียวกับสุนัขโต

8. โดยสุนัขอายุน้อยเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่าอายุมาก

9. สุนัขตัวผู้เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่าตัวเมีย

10. โดยโรคพิษสุนัขบ้าพบได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะหน้าร้อนอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เกิดจากความเครียดที่มาจากความร้อน

11. หากมีข้อสงสัย ติดต่อได้ที่ กองควบคุมโรคระบาด กรมปศุสัตว์ โทร. (02) 653-4444 ต่อ 4141, 4142, 4117

 

Cr. กดดู รู้โรค

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : wikipedia.org , health.kapook.com , มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  , กรมควบคุมโรคสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติกรมปศุสัตว์
ขอขอบคุณวิดีโอและรูปภาพจาก : wikipedia.org , fox4.com , สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค

เปิดอ่าน 201


แชร์โดนใจ sharedonjaiแชร์โดนใจ ชอบก็แบ่งปั้น Like & Share


  • 52
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
    52
    Shares

Leave A Comment

บทความที่เกี่ยวข้อง