/, ครอบครัว, แม่และเด็ก/ลูกชอบโกหก อยากให้ลูกพูดความจริง ต้องทำอย่างไร ?

ลูกชอบโกหก อยากให้ลูกพูดความจริง ต้องทำอย่างไร ?

  • ลูกชอบโกหก อยากให้ลูกพูดความจริง ต้องทำอย่างไร ?

ทำไม ” ลูกชอบโกหก “ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับคุณแม่หลายๆคน ดังนั้น แชร์โดนใจ จึงนำบทความนี้เพื่อให้คุณแม่ได้มีความเข้าใจลูกมากยิ่งขึ้น และสามารถหาทางแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดค่ะ

ผู้ใหญ่อย่างเราอาจพบว่าบางครั้งการพูดความจริงก็ไม่ง่ายเอาเสียเลย ถ้าเราลองถามตัวเองลึกๆ ว่าเพราะอะไรเราถึงไม่บอกความจริง เราอาจจะพบว่าเรากลัวคนที่ฟังจะหงุดหงิด ไม่พอใจ ไม่สบายใจ รับไม่ได้ หรือแม้กระทั่งกลัวว่าจะเกิดการตำหนิติเตียน ทะเลาะเบาะแว้งกัน

ขนาดผู้ใหญ่เองยังกลัวการถูกตำหนิ การทะเลาะ ความขัดแย้ง จึงไม่แปลกหากเด็กๆ ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่าผู้ใหญ่บางครั้งจึงพูดโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงการตำหนิ การถูกดุว่าและการถูกลงโทษ


ทำไม ” ลูกชอบโกหก ” ?

มีหลายสาเหตุด้วยกันที่ทำให้ ลูกชอบโกหก เรามาเริ่มดูอันที่ง่ายที่สุดเพื่อดูว่าพฤติกรรมใดเป็นความไร้เดียงสา และเราไม่สามารถที่จะปิดกั้นจินตนาการของเขาได้

สิ่งนี้เกิดขึ้นกับเด็กในวัยนี้เป็นปกติอยู่แล้ว พวกเขามีจินตนาการอันโลดแล่นและไม่รู้ว่าจะแยกจินตนาการออกจากความจริงได้อย่างไร บางส่วนในจินตนาการของเขาเป็นเรื่องที่เขาไม่ได้เจตนา แต่ก็มีบางครั้งที่เขาตั้งใจให้มันเกิดขึ้น (เหมือนจะไร้เดียงสา แต่ก็เป็นเรื่องที่เขาตั้งใจให้เกิดขึ้น)

อีกเหตุผลที่ลูกชอบโกหกคุณคือ เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ต้องทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ เช่น “หนูเข้าใจแล้วค่ะ หนูทำเสร็จแล้วค่ะ” สิ่งนี้จะออกมาจากปากลูกน้อยโดยง่ายดายเมื่อเขากำลังจดจ่ออยู่กับการเล่นของเล่นและไม่อยากไปทำอะไรอย่างที่คุณสั่ง

แล้วเราจะฝึกให้ลูกกล้าพูดความจริงได้อย่างไร ?

การสอนให้เด็กมีศีลธรรม รู้จักบาปบุญคุณโทษ มีความซื่อสัตย์ในจิตใจเป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้เด็กอยู่แล้ว เด็กจะเรียนรู้จากสิ่งที่เขาเห็น สิ่งที่เราทำ รวมถึงสิ่งที่เราสอน

เมื่อโตขึ้นเขาจะตัดสินใจได้ด้วยตัวของเขาเองว่าเขาจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร จะพูดความจริงหรือพูดไม่จริง แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าปฏิกิริยาของพ่อแม่ หรือผู้ดูแล ก็มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กด้วยไม่มากก็น้อย

ปฏิกิริยาของเรามีส่วนทำให้การสร้างนิสัยซื่อสัตย์พูดความจริงเป็นไปได้ง่ายขึ้น

ลูกชอบโกหก อยากให้ลูกพูดความจริง ต้องทำอย่างไร ?

ปฏิกิริยาของพ่อแม่จะมีผลต่อเขาอย่างไร ?

หากลองนึกภาพว่าคุณจำเป็นต้องบอกข่าวที่ไม่ดีนักกับหัวหน้าของคุณ คุณอยากให้หัวหน้าของคุณมีท่าทีอย่างไรเมื่อรับฟัง หากหัวหน้ามีท่าทีคาดคั้น เร่งเร้า หน้าตาถมึงทึง หงุดหงิดและตำหนิคุณ แม้ว่าคุณจะยังพูดไม่ทันจบ คุณเองก็อาจจะพาลบอกข่าวไม่หมด อ้ำอึ้งไป จนบางครั้งก็อาจจะพาลพูดเบี่ยงเบนไปจากความจริง

ลูกของคุณก็เช่นกัน หากเขาคาดเดาได้ว่าพ่อแม่จะต้องลงโทษเขา ดุด่าบ่นว่าเขาแน่ๆ ลงท้ายลูกของคุณก็จะพยายามเอาตัวรอดด้วยการโกหก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ลูกของคุณก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถโกหกได้อย่างแนบเนียนเป็นแน่แท้

แต่ในทางกลับกัน หากหัวหน้าของคุณรับฟังด้วยท่าทีที่ยอมรับ ตั้งใจรับฟัง ถามคำถามด้วยความใจเย็น คุณก็คงจะกล้าบอกความจริงได้โดยไม่ยากนัก

เช่นเดียวกันกับลูกของคุณ หากลูกของคุณเผลอไปทำอะไรผิดมา คุณรับฟังจนจบด้วยความสงบ (เท่าที่คุณจะทำได้) โดยไม่คาดคั้นหรือตำหนิติเตียน แต่กลับชื่นชมที่เขากล้าหาญที่จะบอกความจริงกับคุณ ลูกของคุณก็จะเรียนรู้ว่าเขาสามารถพูดความจริงได้ แถมได้รับคำชื่นชมที่กล้าพูดความจริงอีก ต่อไปเมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา เขาก็จะกล้าพูดความจริงกับคุณจนเป็นธรรมชาติและกลายเป็นนิสัยของเขาไป

หากคุณอยากให้เขาเรียนรู้จากความผิดพลาด คุณอาจจะถามคำถามที่ช่วยให้ลูกของคุณเรียนรู้จากความผิดพลาดในครั้งนี้ และได้ลองคิดวิธีการในการแก้ไขปัญหาในคราวหน้าร่วมกัน

เรื่องเล่า รางวัลของการโกหก จากคุณ @Idea生活智慧王
เหตุเกิดในครอบครัวชาวฝรั่งเศส วันหนึ่งหลังเลิกเรียน หนุ่มน้อยกลับบ้านไปเล่นบาสเก็ตบอลในห้องรับแขก ลูกบอลกระดอนไปโดนแจกันบนชั้นหนังสือหล่นลงมาดังเพล้ง แหว่งไปชิ้นหนึ่ง

แจกันใบนี้ไม่ใช่ของแต่งบ้าน แต่เป็นมรดกตกทอดมาของครอบครัว เป็นของเก่าสมัยราชวงศ์บูรฺบง หนุ่มน้อยตกใจมาก รีบเอากาวน้ำติดแล้ววางกลับไปที่เดิม

เมื่อแม่กลับมาก็เห็นว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป เธอถามลูกชายเมื่อกินอาหารเย็นว่า
“ลูกทำแจกันแตกใช่ไหม ?”

หนุ่มน้อยคิดขึ้นเดี๋ยวนั้น ตอบว่า
“มีแมวกระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง ไล่ยังไงก็ไม่ไป มันกระโดดไปทั่วห้องรับแขก สุดท้ายก็ชนแจกันหล่นลงมา”

แม่รู้ดีว่าลูกชายโกหก เพราะเธอจะปิดหน้าต่างเรียบร้อยก่อนออกจากบ้านไปทำงานทุกวัน กลับมาแล้วจึงเปิด เธอไม่มีปฏิกิริยาใดๆ พูดเพียงว่า
“แม่เผลอเอง ไม่ได้ปิดหน้าต่างให้เรียบร้อย”

ก่อนนอน หนุ่มน้อยเจอกระดาษบนเตียง แม่เขียนบอกให้ไปที่ห้องหนังสือทันทีที่เห็น ลูกชายเปิดประตูเข้าห้องมาด้วยสีหน้าขลาดกลัว

แม่เปิดลิ้นชักโต๊ะหยิบกล่องออกมาเปิดฝาแล้วหยิบช็อกโกแลตใส่มือลูกหนึ่งชิ้น
“ช็อกโกแลตชิ้นนี้แม่ให้รางวัลลูก เพราะลูกมีจินตนาการสูง เห็นแมวที่เปิดหน้าต่างได้ ต่อไป ลูกคงเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนได้ดีทีเดียว”

จากนั้น เธอหยิบช็อกโกแลตอีกชิ้นใส่มือลูก
“ช็อกโกแลตชิ้นนี้เป็นรางวัลสำหรับลูก เพราะลูกมีความสามารถในการซ่อมแซม แม้จะใช้กาวน้ำ แต่ก็ติดได้เรียบสนิทมาก แต่กาวนี้ใช้สำหรับกระดาษ การซ่อมแจกันไม่เพียงแต่ต้องใช้กาวที่เหนียวกว่านี้ แต่ยังต้องการช่างมีฝีมือ พรุ่งนี้ เราเอาแจกันไปหาช่างศิลป์ ดูว่าพวกเขาจะซ่อมให้มันดีเหมือนเดิมได้หรือไม่”

แม่หยิบช็อกโกแลตชิ้นที่สาม กล่าวว่า
“ชิ้นสุดท้ายนี้ แทนคำขอโทษของแม่ต่อลูก ในฐานะที่เป็นแม่ ไม่ควรวางแจกันในที่ที่มันหล่นง่าย โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กผู้ชายที่ชอบเล่นบอล หวังว่าลูกคงไม่โดนบาดและตกใจเกินไป”

“แม่ครับ ผม…” 

จากนั้น ลูกไม่เคยพูดโกหกอีก แต่ละครั้งที่เขาคิดจะโกหก ช็อกโกแลตสามชิ้นนั้นจะปรากฏขึ้นตรงหน้าเสมอ

สังคมของลูกเปลี่ยนไปเรื่อย การมองที่เจตนาว่าทำไมต้องโกหก มันก็เหมือนเราส่องกระจก ว่าเราทำยังไง

เวลาที่ลูกจะสารภาพว่าโกหก รักแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่การให้ท้ายลูก แต่คือ การให้สติลูกและตัวเอง โดยใช้ความรักชี้ทางให้เขาลูกชอบโกหก อยากให้ลูกพูดความจริง ต้องทำอย่างไร ?


ทั้งหมดนี้นอกจากคุณจะได้ทราบความจริง ลูกได้เรียนรู้จากสิ่งที่เขาทำผิดพลาดไป มีแนวทางในการจัดการกับปัญหาที่อาจเกิดได้ในอนาคต

สิ่งที่คุณและลูกจะได้แน่นอนก็คือ การสร้างความเคยชินในการพูดความจริงจนกลายเป็นนิสัย และคุณได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณและลูกนั่นเอง

เมื่อเติบโตขึ้นในยามที่เขาประสบปัญหา เขาจะไม่รีรอที่จะเล่าเรื่องให้คุณรับทราบ เพราะเขารู้ว่าคุณจะรับฟังโดยไม่ทำให้เขารู้สึกแย่ลงไปกว่าเดิม

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : med.mahidol.ac.th , คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล , @Idea生活智慧王
ขอขอบคุณรูปภาพจาก : theAsianparent

เปิดอ่าน 126


แชร์โดนใจ sharedonjaiแชร์โดนใจ ชอบก็แบ่งปั้น Like & Share


Leave A Comment

บทความที่เกี่ยวข้อง